วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556

รายงานสรุปองค์ความรู้จากกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประจำปีการศึกษา 2556 ประเด็นความรู้ : การพัฒนางานบริการวิชาการแก่สังคม หัวข้อการจัดการความรู้ : การบูรณาการบริการวิชาการกับการเรียนการสอน

รายงานสรุปองค์ความรู้จากกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ประจำปีการศึกษา 2556
การจัดการความรู้ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
ประเด็นความรู้              :  การพัฒนางานบริการวิชาการแก่สังคม
หัวข้อการจัดการความรู้   :  การบูรณาการบริการวิชาการกับการเรียนการสอน
วันเดือนปีที่ดำเนินการ     :  30 สิงหาคม – 1 กันยายน 2556
ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้        1. นายกิตติศักดิ์            จิตต์เกื้อ
                                      2. นายณัฎฐพงศ์           ถือดำ
                                      3. นางสาวแสงระวี        เสนาวงศ์วิวัฒน์
                                      4. นางสายสนิท           พงศ์สุวรรณ
                                      5.ดร.ปรียานุช             ทองภู่
                                      6 ดร.ปาวลี                ศรีสุขสมวงศ์
                                      7. ดร.ลลิตา                แก่นหิน
                                      8. นางสาวมัญชุพร        พร้อมมูล
                                        
สรุปองค์ความรู้ที่ได้      : การพัฒนางานบริการวิชาการแก่สังคม ผู้เข้าร่วมโครงการได้ถอดความรู้จากประเด็นความรู้การบูรณาการบริการวิชาการกับการเรียนการสอน ดังนี้
1.       มีแหล่งงบประมาณสนับสนุน
2.       มีเป้าหมายในการพัฒนา และเล็งเห็นแนวโน้มการพัฒนาที่เป็นไปได้
3.       สามารถตอบสนองตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
4.       สามารถนำความรู้ในแต่ละสาขาวิชาไปประกอบกับการให้ความรู้ของชาวบ้านได้

ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสำเร็จ :
1.       รับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้านในพื้นที่ เนื่องจากเป็นผู้มีประสบการณ์ในการทำงานนั้นๆ
2.       เข้าถึงชุมชนและมีการติดตามงานอย่างสม่ำเสมอ
3.       ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่เป็นภาษาทางวิชาการจนเกินไปในการให้คำแนะนำ/ปรึกษาแก่ชาวบ้าน

4.       สร้างความเป็นกันเองกับคนในชุมชน

รายงานสรุปองค์ความรู้จากกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประจำปีการศึกษา 2556 ประเด็นความรู้ : การพัฒนาบริหารจัดการ หัวข้อการจัดการความรู้ : วิธีการแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพจากการปฏิบัติงาน

รายงานสรุปองค์ความรู้จากกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ประจำปีการศึกษา 2556
การจัดการความรู้ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
ประเด็นความรู้              :   การพัฒนาบริหารจัดการ
หัวข้อการจัดการความรู้   :  วิธีการแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพจากการปฏิบัติงาน
วันเดือนปีที่ดำเนินการ     :  30 สิงหาคม – 1 กันยายน 2556
ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้        1. นางวรรณดี              สวัสดิรักษ์
                                      2. นางอ้อยทิพย์           ไชยทอง
                                      3. นางสาวศรีประไพ      เจริญสำราญ
                                      4. นางสาวอรอนงค์        นวลศรี
                                      5. นางสาวธิราธร          เกตุสัตตบรรณ
                                      6. นายศิริ                  เจริญใจ
                                        
สรุปองค์ความรู้ที่ได้      : การพัฒนาบริหารจัดการ ผู้เข้าร่วมโครงการได้ถอดความรู้จากประเด็นความรู้วิธีการแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพจากการปฏิบัติงาน ดังนี้
1.       รักษาระเบียบวินัยในการทำงาน
2.       งานเสร็จทันเวลา
3.       ผลงานได้มาตรฐาน
4.       ทำความเข้าใจและกำหนดแนวคิดในการทำงานให้กระจ่าง
5.       กำหนดมาตรฐานที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือแก่การสอนงานได้
6.       ให้บำเหน็จแก่งานที่ดี

ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสำเร็จ :  การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดความสุขระหว่างผู้ร่วมงานและตัวเอง จำเป็นต้องใช้แนวทางและวิธีการในการปฏิบัติงาน ซึ่งสามารถสรุปเป็นแนวปฏิบัติได้คือ
1.       การทำตัวให้เป็นคนงานที่ดี ในการทำงานนั้นเราจะต้องรู้จักหน้าที่และมีความรับผิดชอบ ขยันและขวนขวายแสวงหาความรู้อยู่เสมอทำตัวให้เป็นที่รักของผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา
2.       การรักษามารยาทและระเบียบในที่ทำงานการปฏิบัติงานโดยยึดถือระเบียบ เคารพกติกามารยาทจะช่วยให้สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่นและทำให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพ
3.       การสร้างบรรยากาศสดใสในที่ทำงาน การช่วยกันสร้างบรรยากาศที่สดใส เอื้ออาทร สามัคคีในที่ทำงาน จะช่วยทำให้เกิดรอยยิ้มในที่ทำงาน ทำให้เกิดความสุขและประสิทธิภาพในการทำงาน

4.       การสร้างสัมพันธภาพที่ดี การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน ทั้งในระดับผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา จะช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นเกิดการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในการทำงาน

รายงานสรุปองค์ความรู้จากกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประจำปีการศึกษา 2556 ประเด็นความรู้ : การผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ หัวข้อการจัดการความรู้ : เทคนิคการสอน

รายงานสรุปองค์ความรู้จากกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ประจำปีการศึกษา 2556
การจัดการความรู้ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
ประเด็นความรู้              :  การผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ
หัวข้อการจัดการความรู้   :  เทคนิคการสอน
วันเดือนปีที่ดำเนินการ     :  30 สิงหาคม – 1 กันยายน 2556
ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้         1. ดร.บัณฑิตย์             อันยงค์
                                       2. ผศ.นิติญา               สังขนันท์
                                                3. ดร.พีรพงษ์              พึ่งแย้ม
                                      4. ดร.ป.ปัทมา             เหมมาชูเกียรติกุล
                                      5. นางสาวฐิตติมา         ธัญญานิติ
                                      6. นายหาญพล            มิตรวงศ์
                                      7. นายอนันต์              สันติอมรทัต
สรุปองค์ความรู้ที่ได้      : เทคนิคการสอนที่สร้างความเข้าใจเป็นขั้นตอนโดยถอดบทเรียนประเด็นความรู้ การผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ หัวข้อการจัดการความรู้ เทคนิคการสอนทำอย่างไรให้ผู้เรียนได้รับความรู้อย่างมีคุณภาพ ดังนี้
1.       ทบทวนเนื้อหาก่อนเรียน
2.       ทดสอบก่อนการเรียน
3.       สร้างความเป็นกันเองกับผู้เรียน
4.       การนำเสนอรายงานกลุ่ม
5.       ใช้เทคนิคเพื่อนสอนเพื่อนเป็นรายบุคคล
6.       การดูงานและศึกษานอกสถานที่
ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสำเร็จ :
1.       วิธีการอภิปรายกลุ่มย่อย  การนิรนัย  การสาธิต และการบรรยาย
2.       ใช้เทคนิคการอธิบายและยกตัวอย่าง  การใช้วาจากิริยาท่าทางและสื่อความหมาย   การใช้สื่อการสอน
3.       การฝึกและการปฏิบัติ  การสรุป  การพัฒนาการคิด  การสอดแทรกคุณธรรม  จริยธรรมในชั้นเรียน

4.       การใช้กระบวนการกลุ่ม  และการสร้างอารมณ์ขัน

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

จดหมายข่าวจาก ScienceKM ฉบับที่ 10 เดือนกันยายน 2556

ประโยชน์ของการจัดการความรู้

1. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร
2. ป้องกันการสูญหายของภูมิปัญญา ในกรณีที่บุคคลากรเกษียณอายุ ลาออก หรือเสียชีวิต
3. เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและความอยู่รอด
4. เป็นการลงทุนในต้นทุนมนุษย์ ในการพัฒนาความสามารถที่จะแบ่งปันความรู้ที่ได้เรียนรู้มาให้กับคนอื่นๆ ในองค์กร และนำความรู้ไปปรับใช้กับงานที่ทำอยู่ให้เกิดประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น เป็นการการพัฒนาคน และพัฒนาองค์กร
5. ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตัดสินใจและวางแผนดำเนินงานให้รวดเร็ว และดีขึ้น เพราะมีสารสนเทศ หรือแหล่งความรู้เฉพาะที่มีหลักการ เหตุผล และน่าเชื่อถือช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ
6. ผู้บังคับบัญชาสามารถทำงานเชื่อมโยงกับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ช่วยเพิ่มความกลมเกลียวในหน่วยงาน
7. เมื่อพบข้อผิดพลาดจากการปฏิบัติงาน ก็สามารถหาวิธีแก้ไขได้ทันท่วงที
8. แปรรูปความรู้ให้เป็นทุน ซึ่งเป็นการสร้างความท้าทายให้องค์กรผลิตสินค้าและบริการจากความรู้ที่มี เพื่อเพิ่มคุณค่า และรายได้ให้กับองค์กร
9. เพื่อการสร้างสรรค์ และบรรลุเป้าหมายของจินตนาการที่ยิ่งใหญ่
10. เปลี่ยนวัฒนธรรม จาก วัฒนธรรมอำนาจในแนวดิ่ง ไปสู่วัฒนธรรมความรู้ในแนวราบ  ซึ่งทุกคนมีสิทธิในการเรียนรู้เท่าเทียมกัน

ทำไมต้องทำการจัดการความรู้ (KM)

1. เมื่อมีบุคคลเกษียณอายุ  ย้ายหรือลาออก  มักมีผลกระทบกับงาน
2. เวลามีปัญหาในการทำงาน ไม่ทราบว่าจะไปถามผ้ที่มีความรู้เรื่อง  นั้นๆ ได้ที่ไหน
3. ใช้เวลานานในการค้นหาข้อมูล ซึ่งส่วนใหญ่หาไม่ค่อยพบหรือไม่สมบูรณ์
4. มีข้อมูลสารสนเทศท่วมท้น  แต่ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง
5.  มีผู้ทรงความรู้มากมายแต่ไม่มีใครสนใจในการแบ่งปันและเพิ่มพูนความรู้
                                 **********



วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556

จดหมายข่าวจาก ScienceKM ฉบับที่ 9 เดือนสิงหาคม 2556

 วิธีการทำ KM ในองค์กร

ขั้นตอนแรกจะ ต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนก่อนว่าสิ่งที่องค์กรต้องการจากการจัดการความรู้ คืออะไร เรียกว่า กำหนดเป้าหมาย ( Desired State ) ซึ่งการกำหนดเป้าหมายอาจจะพิจารณาจากยุทธศาสตร์ขององค์กรหรือจากปัญหาของ องค์กร

ขั้นตอนที่ 2. เมื่อได้เป้าหมายแล้วก็ต้องวางแผนและกิจกรรมที่จะสนับสนุนตาม 6 องค์ประกอบ ที่เรียกว่า วงจรการจัดการความรู้ (Change Management Process) ดังนี้
       • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การทำให้คนในองค์กรอยากเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ ความรู้ จนทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนแบ่งปันและการเรียนรู้
       • การสื่อสารทำให้ทุกคนในองค์กรเข้าใจว่า ทำอะไร เพื่ออะไร ทำเมื่อไร และทำอย่างไร โดยสื่อสารอย่างต่อเนื่องจนการแลกเปลี่ยนความรู้และการเรียนกลายเป็น วัฒนธรรม
       • กระบวนการและเครื่องมือ ซึ่งกระบวนการหลักๆ ในการจัดการความรู้มี 7 กระบวนการซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดในกระบวนการจัดการความรู้ (KM Process) ส่วนนี้เป็นแกนหลักของการจัดการความรู้ ทั้งหมด
       • การให้ความรู้เรื่องการจัดการความรู้ให้กับคนในองค์กรไม่ว่าจะฝึกอบรม เอกสาร หรือไฮเทค อย่างไรก็ได้ ตามความเหมาะสมขององค์กร ที่สำคัญคือพยายามสอดแทรกความรู้ด้านการจัดการความรู้เข้าไปบ่อย ๆ
       • การวัดผล การดำเนินการตามแผน ผลผลิตที่ได้และผลภัณฑ์จากการจัดการความรู้ ในช่วงแรกของการดำเนินการอาจจะวัดเพียงความก้าวหน้าตามกิจกรรมต่าง ๆ ที่กำหนดในแผนก็พอ
       • การยกย่องชมเชยและให้รางวัล เป็นการจูงใจให้คนในองค์การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สนใจที่จะแลกเปลี่ยนความรู้กันมากขึ้น

ขั้นตอนที่ 3. จัดทำ KM Process ซึ่งมี 7 ขั้นตอน คือ
       3.1 บ่งชี้ความรู้ เป็นการค้นหาว่า ความรู้ที่สำคัญ ต่อการบรรลุเป้าหมาย คืออะไร อยู่ที่ใคร ยังขาดความรู้อะไร
       3.2 การสร้างและแสวงหาความรู้ เป็นการหาวิธีในการดึงเอาความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ในข้อ 3.1 บางส่วนความรู้ที่ยังขาดอยู่จะสร้างอย่างไร อาจจะศึกษาต่อยอดความรู้เดิมหรือนำความรู้ภายนอกองค์กรมาใช้
       3.3 การจัดความรู้ให้เป็นระบบ เมื่อได้เนื้อหาความรู้มาแล้วต้องมีการแบ่งประเภทความรู้จัดทำสารบัญเพื่อ ให้การเก็บรวบรวมและการค้นหาได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว
       3.4 การประมวลและกลั่นกรองความรู้ ก่อนนำเข้าสู่ระบบจะต้องปรับปรุงเนื้อหา การใช้ภาษาให้เป็นภาษาเดียวกัน (เช่น คำว่า ด้านเขตกรรม ด้านปรับปรุงการผลิตจะใช้คำใดก็ใช้คำเดียว เพื่อไม่ให้ผู้ที่นำความรู้ไปใช้สับสน) รวมทั้งรูปแบบของข้อมูล เพื่อความสะดวกในการป้อนเข้าสู่ระบบ
       3.5 การเข้าถึงความรู้ เป็นการกำหนดวิธีการกระจายความรู้สู่ผู้ใช้อาจทำเป็นสมุดหน้าเหลือง (บอกว่ามีข้อมูลเรื่องที่ต้องการอยู่ที่ใดและเข้าถึงข้อมูลนั้นอย่างไร แทนที่จะเป็นเบอร์โทรศัพท์) ซึ่งความรู้อาจจัดเก็บเป็นรูปแบบง่าย ๆ ยากขึ้นอีกนิดก็ทำเป็นฐานความรู้ IT การจัดอบรม การจัดให้มีระบบสอนงานแบบพี่เลี้ยง ซึ่งมีวิธีการอื่น ๆ อีกหลายวิธีที่ทำให้ความรู้นั้นถูกคนในองค์กรนำไปใช้
       3.6 การแบ่งปันแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้ เป็นการจัดให้มีช่องทางการถ่ายเทความรู้ จากผู้รู้ ทั้งที่เป็น Tacit Explicit เช่น ผู้รู้จัดทำเอกสารคู่มือ บันทึกประสบการณ์ จัดทำ CD VDO การปฏิบัติงานสำหรับผู้สนใจไว้ศึกษาเป็นต้น ส่วน Tacit Tacit เช่นการเป็นพี่เลี้ยงสอนงาน การจัดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้การจัด hot line สายด่วนผู้เชี่ยวชาญเป็นต้น
       3.7 การเรียนรู้ (Learning) เมื่อความรู้ขององค์กรมีการนำไปใช้จนเกิดการเรียนรู้และเกิดองค์ความรู้ใหม่ กลับมาให้องค์กร (ไม่ใช่ความรู้ใหม่แล้วเก็บไว้กับตัว) โดยแลกเปลี่ยนแบ่งปันให้ผู้อื่นนำไปใช้อีก การเรียนรู้เป็นส่วนสำคัญในการทำให้เกิดองค์ความรู้ขององค์กรเพิ่มขึ้น ซึ่งองค์กรจะมีวิธีการสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ อย่างไร (อาจจะกำหนดให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผลงานบุคลากร เป็นต้น)

แหล่งที่มาของข้อมูล   http://researchers.in.th/blog/tkm/325


วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

จดหมายข่าวจาก ScienceKM ฉบับที่ 8 เดือนกรกฏาคม 2556



ภาษิตคำคม KM

Knowledge resides in the users and not in the collection.
ความรู้อยู่ในผู้ใช้ ไม่ใช่อยู่ในแหล่งรวมความรู้  (Y. Maholtra)

KM is a Journey, not a destination.
การจัดการความรู้เป็นการเดินทาง ไม่ใช่เป้าหมายปลายทาง (Warick Holder, IBM, 20 Nov 2003, Chiangmai)

A little knowledge that acts is worth more than much knowledge that is idle.
ความรู้เพียงเล็กน้อยเพื่อปฏิบัติมีค่ามากกว่าความรู้มหาศาลที่อยู่เฉย ๆ (Kahlil Gibran)

Knowledge is a key asset, but it is often tacit and private.
ความรู้เป็นสินทรัพย์สำคัญ แต่บ่อยครั้งความรู้เป็นสิ่งฝังลึกและเป็นสินทรัพย์ส่วนบุคคล

Knowledge is not what you know, but is what you do.
ความรู้ไม่ใช่เพียงการรู้ แต่เป็นการกระทำ

Successful knowledge transfer involes neither computers nor documents but rather interactions between people.
การถ่ายทอดความรู้สำเร็จได้ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์หรือเอกสาร แต่เป็นเรื่องของปฏิสัมพันธ์ระหว่างคน (Mason & Mitroff, 1973)

 Shift from error avoidance to error detection and correction
จงเปลี่ยนจากการหลีกเลี่ยงความผิดพลาด ไปสู่การค้นหาความผิดพลาดและแก้ไข

Knowledge comes from people.
People may have different capacity
for knowledge creation, but equal opportunity to share data that lead to knowledge.
ความรู้มาจากคนคนเราอาจมีความสามารถต่างกันในการสร้างความรู้ แต่ทุกคนมีโอกาสเท่ากันในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์อันจะนำไปสู่ความรู้ (นพ. อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล : ผอ. สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล - พรพ.)

A little knowledge that acts is worth more than much knowledge that is idle.
ความรู้เพียงเล็กน้อยเพื่อปฏิบัติมีค่ามากกว่าความรู้มหาศาลที่อยู่เฉยๆ  (Kahlil Gibran)





สวัสดี
Science_KM Team


http://bus.rmutp.ac.th/images/title_KM.jpg

วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556

จดหมายข่าวจาก ScienceKM ฉบับที่ 7 เดือนมิถุนายน 2556

การจัดการความรู้กับองค์กรแห่งการเรียนรู้
      การจัดการความรู้ประกอบด้วย กระบวนการหลัก ๆ ได้แก่ การค้นหาความรู้ การสร้างและแสวงหา ความรู้ใหม่ การจัดความรู้ให้เป็นระบบ การประมวลผลและกลั่นกรองความรู้ การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ สุดท้ายคือ การเรียนรู้ และเพื่อให้มีการนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร เครื่องมือหลากหลายประเภทถูกสร้างขึ้นมาเพื่อนำไปใช้ในการถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งอาจแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ (1) เครื่องมือที่ช่วยในการ เข้าถึงความรู้ ซึ่งเหมาะสำหรับความรู้ประเภท Explicit  (2) (2) เครื่องมือที่ช่วยในการ ถ่ายทอด ความรู้ ซึ่งเหมาะสำหรับความรู้ประเภท Tacit ซึ่งต้องอาศัยการถ่ายทอด โดยปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นหลัก ในบรรดาเครื่องมือดังกล่าวที่มีผู้นิยมใช้กันมากประเภทหนึ่งคือ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ หรือชุมชน นักปฏิบัติ (Community of Practice : CoP)

การจัดการความรู้กับองค์กรแห่งการเรียนรู้
การจัดการความรู้ หรือ Knowledge Management เป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นจากการค้นพบว่าองค์กรต้องสูญเสียความรู้ไปพร้อมๆ กับการที่บุคลากรลาออกหรือเกษียณ อายุราชการ อันส่งผลกระทบต่อการดำเนินการขององค์กรเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจากแนวคิดที่มุ่งพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้มากแต่เพียงอย่างเดียวจึงเปลี่ยนไป และมีคำถามต่อไปว่าจะทำอย่างไรให้องค์กรได้เรียนรู้ด้วย
        ดังนั้น การบริหารจัดการความรู้จึงสัมพันธ์กับเรื่อง องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) เป็นอย่างยิ่ง หากองค์กรจะพัฒนาตนเองให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ก็จำเป็นจะต้องบริหารจัดการความรู้ภายในองค์กรให้เป็นระบบเพื่อส่งเสริมให้บุคลากรเรียนรู้ได้จริงและต่อเนื่อง หากองค์กรใดมีการจัดการความรู้โดยไม่มีการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นภายในองค์กร ก็นับเป็นการลงทุนที่สูญเปล่าได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการความรู้ มีความซับซ้อนมากกว่าการพัฒนาบุคลากรด้วยการฝึกอบรม เพราะเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการต่อภายหลังจากที่บุคลากรมีความรู้ความชำนาญแล้ว องค์กรจะทำอย่างไรให้บุคลากรเหล่านั้นยินดีถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้อื่น และในขั้นตอนสุดท้าย องค์กรจะต้องหาเทคนิคการจัดเก็บความรู้เฉพาะไว้กับองค์กรอย่างมีระบบเพื่อที่จะนำออกมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งในสหรัฐอเมริกายังคงแข่งขันกันหาวิธีบริหารจัดการความรู้ที่เหมาะสมกับตนเอง เพื่อให้อยู่ในโลกของการแข่งขันได้สำหรับประเทศไทยนั้นคงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้บริหารที่จะหายุทธวิธีในการดึงความรู้ออกมาจากตัวบุคคล และการกระตุ้นให้บุคลากรถ่ายทอดความรู้ให้เพื่อนร่วมงาน ซึ่งการถ่ายทอดความรู้บางประเภทนั้น การฝึกอบรมอาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด อุปสรรคที่มักพบอยู่เสมอของการบริหารจัดการความรู้คือพฤติกรรม "การหวงความรู้" และวัฒนธรรม "การไม่ยอมรับในตัวบุคคล" หากองค์กรสามารถกำจัดจุดอ่อนทั้งสองอย่างนี้ได้การบริหารจัดการความรู้ก็มิใช่เรื่องยากจนเกินไป สืบเนื่องจากการปฏิรูประบบราชการครั้งสำคัญที่ผ่านมาเมื่อเดือนตุลาคม 2545 ได้มีการวางกรอบแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินไว้อย่างชัดเจน ซึ่งรวมถึงการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 เป็นเรื่องของการกำหนดขอบเขต แบบแผน วิธีปฏิบัติ โดยเฉพาะมาตรา 11 ได้กำหนดเป็นหลักการว่าส่วนราชการต้องมีหน้าที่ในการพัฒนาความรู้เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งสร้างความมีส่วนร่วมในหมู่ราชการให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน

CoP(Community of Practice)
ชุมชนนักปฏิบัติ คือ อะไร คือ ชุมชนที่มีการรวมตัวกัน หรือเชื่อมโยงกันอย่างไม่เป็นทางการ โดยมีลักษณะดังนี้
-          มีประสบปัญหาลักษณะเดียวกัน
-          มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน ต้องการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากกันและกัน
-          มีเป้าหมายร่วมกัน มีความมุ่งมั่นร่วมกัน ที่จะพัฒนาวิธีการทำงานได้ดีขึ้น
-          วิธีปฏิบัติคล้ายกัน ใช้เครื่องมือ และภาษาเดียวกัน
-          มีความเชื่อ และยึดถือคุณค่าเดียวกัน มีบทบาทในการสร้าง และใช้ความรู้
-          มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกันและกัน
-          อาจจะพบกันด้วยตัวจริง หรือผ่านเทคโนโลยี
-          มีช่องทางเพื่อการไหลเวียนของความรู้
-          ทำให้ความรู้เข้าไปถึงผู้ที่ต้องการใช้ได้ง่าย
-          มีความร่วมมือช่วยเหลือเพื่อพัฒนาและเรียนรู้จากสมาชิกด้วยกันเอง
-          มีปฏิสัมพันธ์ต่อเนื่อง
-          มีวิธีการเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่สายในทางสังคม
ทำให้เพิ่มพูนความรู้ที่ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ในระดับที่ง่ายที่สุด ชุมชนนักปฏิบัติ คือ คนกลุ่มเล็กๆ ซึ่งทำงานด้วยกันมาระยะหนึ่ง มีเป้าหมายร่วมกัน และต้องการที่จะแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์จากการทำงาน กลุ่มดังกล่าวมักจะไม่ได้เกิดจากการจัดตั้งโดยองค์การ เป็นกลุ่มที่เกิดจากความต้องการทางสังคม และความพยายามที่จะทำให้บรรลุผลสำเร็จ เป็นกลุ่มที่ไม่มีอำนาจ ไม่มีการกำหนดไว้ในแผนภูมิโครงสร้างองค์กร และอาจจะมีเป้าหมายที่ขัดแย้งกับผู้นำองค์กร ในหนึ่งองค์กรอาจจะมีชุมชนนักปฏิบัติจำนวนมาก และคนคนหนึ่งจะเป็นสมาชิกในหลายชุมชน ชุมชนนักปฏิบัติมีความสำคัญอย่างไร เครือข่ายความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการ เกิดจากความใกล้ชิด ความพอใจ และพื้นฐานที่ใกล้เคียงกัน ลักษณะที่ไม่เป็นทางการจะเอื้อต่อการเรียนรู้ และการสร้างความรู้ใหม่ๆ มากกว่าโครงสร้างที่เป็นทางการ คำว่า ปฏิบัติ หรือ practice ใน CoP ชี้จุดเน้นที่ การเรียนรู้ซึ่งได้รับจากการทำงาน เป็นหลัก เป็นแง่มุมเชิงปฏิบัติ

เเนวคิด
-        CoP เป็นกลไกของการไขว่คว้าหาความรู้เข้าหาตัว มากกว่าการรวบรวมความรู้ เพื่อส่งมอบให้ผู้อื่น
-        CoP เป็นเรื่องของการเรียนรู้ เพื่อเป็นคนทำงานที่เก่งขึ้น มิใช่แค่เรียนรู้ว่า จะทำงานอย่างไร หรือเรียนรู้แต่เรื่องที่เป็นนามธรรม
-           การเป็นสมาชิกของ CoP คือ มีส่วนร่วมในชุมชนนั้น อย่างมีความหมาย CoP ควรเชื่อมโยงกับเป้าหมายหลักขององค์กร